ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ?

วันนี้เอารถไปเปลี่ยนอะไหล่ (อีกแล้ว เซ็งเป็ดจิงๆ)

ระหว่างรอรถก็เดินมาราธอนไปร้านหนังสือ "เส้งโห"

ที่ใหญ่และมีหนังสือมากที่สุดในภูเก็ต(มั๊ง)

ฟังชื่อก็รู้ได้เลยว่า เป็นกิจการของคนจีน

ทำให้พาลคิดต่อไปว่า ถ้าเป็นกิจการชาวจีนละก็

มันต้องมีความงกแฝงอยู่ในธุรกิจไม่มุมใดก็มุมหนึ่ง

(อ้าว ว่าพวกพ้องเดียวกันซะงั๊น) ปรากฎว่าเจอเข้าจนได้ นั่นคือ

เมื่อก่อนเขามีเก้าอี้หลายตัวให้คนได้พักนั่งพิจารณาหนังสือนานๆ

 (ภาษาบ้านๆว่าอ่านฟรี) แต่เดี๋ยวนี้เขาเอาออกหมดเลย

เผอิญวันนี้อยู่ในร้านหนังสือค่อนข้างนานประมาณสามชั่วโมง

เลยรู้สึกได้ถึงความทรมานจากการยืนพิจารณาหนังสือ

พาลสาบแช่งเจ้าของร้าน (จิตใฝ่ต่ำกำเริบล่ะ)

บางร้านเลวร้ายกว่านั้น ยืนนานๆมันเมื่อยขอนั่งขัดสมาธิอ่านกับพื้น

เจอพนักงานบอกว่าห้ามนั่งเสียอีก

จีรศักดิ์เคยโดนสมัยยังเป็นละอ่อนหัวอ่อนสมชื่อ

ใครว่าอะไรเชื่อหมด ถ้าเป็นตอนนี้นะฮื่ม

จะเถียงพนักงานเลยว่าการนั่งนี่มันเป็นสิทธิที่ประชาชน

ทำได้นะเว้ย มันผิดรัฐธรรมนูญข้อไหนหา ถ้ากรูผิดจริง

ไปเรียกตำรวจมาเลย ใจดำแล้วยังชอบตั้งกฎเถื่อนๆอีกนะเพ่

(ความแรงบังเกิดอีกแล้ว)

 

อย่างไรก็ดี นโยบายแบบนี้ก็ยังได้ผล กล่าวคือร้านได้ผลกำไร

จากการที่จีรศักดิ์ต้องเสียเงินซื้อหนังสือมาสามเล่มในที่สุด

มีหนังสืออีกมากที่อยากซื้อ โดยเฉพาะหนังสือธรรมะมาดับทุกข์

พิจารณาที่มุมหนังสือธรรมะอยู่นาน อ่านไปอ่านมาหลายเล่ม

สรุปได้ว่าหนังสือธรรมะที่ฝรั่งเขียนแล้วคนไทยแปลมา เผลอๆ

ดีกว่าหนังสือที่คนไทยเขียนขึ้นเสียอีก มีอยู่เล่มนึงอยากได้

แต่มันแพงเลยไม่ได้ซื้อมา ชื่อว่า "กรรมและการเกิดใหม่ในสังคม

ร่วมสมัย" แปลมาจาก "Exploring Karma & Rebirth"

ที่ว่าดีเพราะมันให้คำตอบที่บางครั้งเราก็สงสัย

เช่นเรื่องของกรรมที่ว่า

ทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี หรือทำไม่ดี ทำไมได้ดี

จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าก็อธิบายไว้ว่าอย่างที่หลายคนรู้แล้วว่า

กรรมดีหรือชั่วบางอันมันไม่ได้ส่งผลทันทีทันใด

แต่เราเองก็ยังสงสัยต่อไปว่า แล้วไอ้คนที่ทำดีมาตลอด

แต่มันต้องเจอสิ่งร้ายๆนี่ล่ะมันจะอธิบายได้ว่าอย่างไร

ทำไมความไม่ยุติธรรมแบบนี้ถึงเกิดขึ้นมาได้

อย่างเช่น คนที่ทำบุญตักบาตรประจำ จู่ๆข้ามถนนถูกคนเมา

ขับรถชนตายง่ายๆเสียอย่างงั๊น นี่ถ้าเป็นพระทั่วไปก็คงอธิบายว่า

ก็โยมคงทำกรรมชั่วไว้ในอดีต ผลกรรมที่ทำไว้จึงส่งผลมา

ทำให้โยมต้องตายไงล่ะ อิอิ (อืม พระคงไม่หัวเราะแบบนี้)

 

หนังสือเขาอธิบายประมาณว่า เราเองไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลก

เรายังต้องได้รับผลกระทบจากการกระทำของบุคคลอื่นอยู่เสมอ

 

จีรศักดิ์คิดต่อไปว่าคงเหมือนเราทดลองวิทยาศาสตร์

แต่เราไม่ได้ควบคุมตัวแปรอิสระอื่นๆ ที่จะมากระทบ

ทำให้ผลการทดลองไม่เป็นไปตามที่มันควรจะเป็น

คิดต่อไปอีกว่าคงเหมือนกรณีที่เราได้ยินข่าวเป็นประจำว่า

รถบัสบรรทุกคนไปทอดผ้าป่าที่วัด แต่มาคว่ำตายเกือบทั้งคัน

ตอนเด็กๆจีรศักดิ์คิดว่า โลกนี้ไม่ยุติธรรมเลย

คนกำลังไปทำบุญแท้ๆ

แต่หารู้ไม่ว่า ไอ้ที่รถคว่ำตาย คนขับมันเมาเหล้า ไปกันแบบนี้

มันก็ครึกครื้นเฮฮา ตีฉิ่งตีฉาบ ดอดเหล้าเข้าปาก มันก็เกิดเรื่อง

นี่เองที่พระพุทธเจ้า(อาจจะ)ไม่ได้อธิบายไว้ว่า

การกระทำของคนหนึ่ง มีผลกระทบต่อคนอื่น

โยงใยกันไปหมดเหมือนผ้าผืนเดียวกัน

ก็เราอยู่บนโลกเดียวกันนี่ ใช่ไหม

 

นี่เองที่ทำให้จีรศักดิ์คิดได้ว่า รู้อย่างนี้ก็ยิ่งต้องระวังการกระทำ

ของตนเองไม่ให้ไปก่อผลสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

ความเคลื่อนไหวของเรามักก่อผลดีหรือเสียต่อผู้อื่นได้ทั้งนั้น

ดังนั้นแสดงว่าเราต้องยิ่งพยายามไม่ประพฤติชั่วต่อผู้อื่น

ให้เขาต้องมารับผลกระทำของเรา คนขับก็ต้อง

รับผิดชอบชีวิตของผู้โดยสาร ไม่ดื่มหล้าเฮฮา

จะได้ไม่พาคนใจบุญต้องมาจบชีวิตง่ายๆ

ด้วยการกระทำของตน

 

ดูเหมือนหนังสือพยายามสรุปว่า

ชีวิตของเราสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่างใกล้ชิด

เรามิใช่ตัวเองที่แยก โดดเดี่ยวจากสรรพสิ่งและคนทั้งหลาย

แต่เป็นตัวตนที่สัมพันธ์ต่อกัน

การกระทำของเราและของผู้อื่นรอบตัวเรา

มีอิทธิพลต่อกันและกัน

การเป็นมนุษย์ก็คือการสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่น

การกระทำของเรา

ไม่เพียงแต่จะมีความหมายต่อผู้อื่นในปัจจุบันเท่านั้น

แต่ยังอาจมีผลแม้ต่อผู้ที่ยังไม่เกิดได้อีกด้วย

เมื่อตระหนักเช่นนี้ก็จะเข้าใจได้ว่า

การที่เราดำเนินชีวิตอย่างไรนั้น มีความสำคัญยิ่งนัก

การปฏิบัติตนของเรา

อาจเป็นการไปเพิ่มผลรวมของความดีงามในโลก

หรือไม่ก็ไปกัดกร่อนความดีงามโดยไปเพิ่มความชั่วร้ายก็ได้

 

วันนี้รู้สึกเขียนเรื่องเครียดเกินไปล่ะ ขอแถมท้ายนิดนึงว่า

จีรศักดิ์สงสัยเหลือเกินว่าทำไมบุคคลรอบข้างหลายคน

ไม่เชื่อเรื่องของกรรม

เนื่องจากคำสอนข้อนี้เป็นวิทยาศาสตร์และพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน

เอาง่ายๆอย่างเช่น ไม่อ่านหนังสือก็สอบตก

ขับรถไม่ระวังก็เกิดอุบัติเหตุ

นี่เป็นอะไรที่ชัดเจนอยู่

แม้ว่าเรื่องของกรรมจะเป็นเรื่องลึกซึ้งกว่านั้น

และไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน

แต่มันก็ไม่พ้นความเป็นวิทยาศาสตร์ไปได้

 

สาธุ ใครอ่านแล้วเข้าใจบ้างว่าจีรศักดิ์เขียนอะไร

เออ ยัง งงงง ตัวเองอยู่เหมือนกันแหละ

ปิดท้ายอีกทีด้วยรายงานสถานการณ์ลดความอ้วนของจีรศักดิ์

ลงไปแล้ว 7 กิโล แต่หน้ายังไม่ค่อยลดเลย

สงสัยต้องโดยตบหน้าบ่อยๆ จะได้ยุบๆ อิ อิ

ภาพนี้ถ่ายที่ร้านอาหารริมวงเวียนหอนาฬิกา

ที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่ เห็นหอฬิกาไหม

ฤาจีรศักดิ์เอาหน้าบังไปหมดแร๊วว

1 Comment (+add yours?)

  1. Chutima
    May 09, 2006 @ 08:01:20

    ก้องคะ เป็นครั้งแรกที่อ่านบล็อกของก้องแล้วซาบซึ้งในรสพระธรรม (ยิ่งกว่าฟังพระเทศน์ที่วัดอีกนะ) เราเข้าใจนะว่าก้องกะลังจะพูดอะไร แล้วสิ่งที่ก้องสรุปมาจากหนังสือเล่มนั้นก็ทำให้เรา"ตาสว่าง"กับอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต ก้องก็คงรู้ดี ใช่มั้ย? Thanks again : )

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: