ด้านมืด ของญี่ปุ่น… ความจริงที่ญี่ปุนเองก็ไม่อยากรับฟัง…


(คำเตือน ถ้าไม่อยากอ่านอะไรยาวๆ กรุณาผ่านไปอย่างเชื่องๆ)

จีรศักดิ์ไม่ได้หมายถึงที่มืดๆอย่างย่านเกอิชา หรือร้านขายหนังสือโป๊แถวอะกิฮาบาร่านะฮ้า
แต่กำลังจะพูดถึงหนังสือเล่มนึงต่างหาก ปกติจีรศักดิ์ไม่ค่อยมองญี่ปุ่นเสียๆหายๆ
เหมือนอย่างที่จีรศักดิ์มองเกาหลี เพราะอะไรที่เราได้เห็นหรือได้อ่านเกี่ยวกับญี่ป่น
ส่วนใหญ่มันมีแต่เรื่องดีดี แต่.. หนังสือที่อาจารย์บังคับให้อ่านในวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น
(ทำไมชั้นต้องมาเรียนวิชานี้ที่เกาหลีด้วย ไม่เข้าใจจริงๆ) ทำเอาจีรศักดิ์ช๊อคซีเนม่า
มันไม่ใช่หนังสือหรืองานวิจัยเชิงวิชาการหรอก แต่ผู้เขียนก็ใช้ข้อมูลประกอบล้นเล่ม
และด้วยมุมมองที่พลิกโลกแหวกแนว หนังสือเล่มนี้จึงสั่นสะเทือนวงการญี่ปุ่นศึกษาอย่างหนัก
และสั่นคลอนจินตภาพของญี่ปุ่นในหัวของจีรศักดิ์ในระดับความสั่นสะเทือนริกเตอร์ 9
(เอ จินตภาพ แปลว่าไรหว่า..) จริงๆเรื่องประมาณนั้นก็ได้ยินเข้าหูหรืออ่านมาบ้าง
แต่ยังไม่มีใครสรุปและให้ภาพได้อย่างชัดเจนอย่างที่ Alex Kerr ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ทำได้
อย่างไรก็ดี คนไทยน้อยคนคงได้อ่าน เพราะมันไม่มีใครแปลเป็นภาษาไทย
เอ หรือ จะรอให้จีรศักดิ์แปลหว่า ฮ่าๆๆ ไม่อาวว เดี๋ยวรวยเกิน

หนังสือมันมีชื่อว่า “Dogs and Demons” แปลตรงๆว่า หมาและอสูร
ทำไมชื่อมันเป็นอย่างนี้น่ะเหรอ ผู้เขียนก็บอกใบ้ไว้แต่ไม่ชัดเจน แต่ที่แน่ๆคือมันเชื่อมโยงกับ
เรื่องโบราณของจีน ประมาณว่ามีจักรพรรดิ์ของจีนองค์หนึ่งตรัสถามช่างศิลป์ว่า
ภาพอะไรวาดยาก อะไรวาดง่าย ช่างก็ตอบว่า ฮะเหย (คำนี้เพิ่มเข้ามาเองเพื่ออรรถรส)
ข้าน้อยว่า.. สุนัขวาดยาก อสูรต่างหากที่วาดง่าย… สุนัขน่ะ ใครๆก็รู้ว่ารูปร่างมันเป็นยังไง
ฉะนั้นการจะวาดให้เหมือนจึงเป็นเรื่องยาก และด้วยเหตุผลฉะนี้ ภูตผีปีศาจจึงวาดออกจะง่าย..

แล้วมันเกี่ยวกับญี่ปุ่นตรงไหนล่ะ เหอๆๆ จริงๆแล้วมันเกี่ยวกับประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้
ซึ่งเกี่ยวกับการวิพากษ์แนวทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ถูกเคยมองว่า
ประสบความสำเร็จและผลักดันให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวจากสงครามจนเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจนั้น
จริงๆแล้ว ผู้เขียนอ้างว่ามันเป็นแนวทางที่จะพาญี่ปุ่นไปสู่ความหายนะต่างหาก
หลักฐานก็เห็นๆกันอยู่ เศรษฐกิจญี่ปุ่นดิ่งเหวมาสิบกว่าปีแล้ว
ตั้งแต่ปี 1990 ปัจจุบันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับไปรุ่งโรจน์เหมือนก่อน

กระทรวงต่างๆของญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ผลักดันนโยบายและชี้นำเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น
จริงๆแล้วพยายามหาผลประโยชน์จากสถานะตัวเอง ประการแรกคือการลงทุนระยะสั้น
ในสิ่งที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรฐกิจอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้างอภิมหาโปรเจคทั้งหลาย
ตั้งแต่สะพานข้ามแม่น้ำห้าสะพานเรียงกัน ทลายภูเขาปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์
สร้างศุนย์วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์ใหญ่โตหรูหราในชนบท
ญี่ปุ่นใช้เงินไปกับการก่อสร้างเยอะมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
หลายโครงการกลายเป็นโครงการย่ำยีสิ่งแวดล้อม เช่นเขื่อนจำนวนมหาศาล
หรือการสร้างแนวป้องกับคลื่นทะเล 

โรคบ้าก่อสร้างของญี่ปุ่นเกิดจากการที่กระทรวงต่างๆได้ประโยชน์จากโครงการเหล่านี้
โดยผ่านทางความสัมพันธ์แบบกอดจูบชิดเชื้อ
ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และบริษัทรับเหมา
บรรดาเจ้ากระทรวงและบิ๊กๆทั้งหลาย พอเกษียณต่างก็ออกไปบริหารบริษัทรับเหมา
(ที่เค้าเรียกกันติดปากว่า amakudari หรือ ลอยฟ้าลงมาจากสรวงสวรรค์)
บริษัทเหล่านี้จึงมีความสัมพันธ์พิเศษกับกระทรวง เปิดโอกาสให้มีการหากิน
เอื้อประโยชน์กันอย่างเป็นระบบแบบแผน เช่น กระทรวงคมนาคม มีเมียลับ
เป็นบริษัทก่อสร้างทางด่วน กระทรวงสิ่งแวดล้อม มีเมียน้อยเป็นบริษัทสร้างคันกั้นแม่น้ำ
การฮั้วกันระหว่างกระทรวงและบริษัทรับเหมาจึงกลายเป็นเรื่องธรรมชาติ
และนำไปสู่การคอรับชั่นระดับประเทศ จีรศักดิ์อยากให้ทุกคนสังเกตว่า
ถ้าดูข่าวญี่ปุ่นจะพบคำว่า dan-goo บ่อยมากเลย ซึ่งแปลได้ว่าการฮั๊วกันนั่นเอง
การผูกขาดงานก่อสร้างทำให้อะไรๆในญี่ปุ่นแพงกว่าความเป็นจริง ตั้งแต่ค่าทางด่วน
ค่าส่งไปรษณีย์ จึงไม่แปลกถ้ากระทรวงเกษตรและป่าไม้จึงชอบ
ตัดถนนเข้าไปในป่าและปลูกป่า เป็นต้น (เป็นต้น ในที่นี้ แปลว่า เป็นอาทิ นะจีะ)
 
นอกจากนั้น กระทรวงต่างๆยังชอบแสวงหาประโยชน์จาก “มาตรฐาน”
ที่ตัวเองกำหนดขึ้นมา ซึ่งมาตรฐานบ้าๆเหล่านี้มักจะไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยเกี่ยวกับ
เหตุผลในด้านความปลอดภัยหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริโภคแต่อย่างใด
ยกตัวอย่างเช่นธุรกิจฟิตเนส การจะประกอบธุรกิจได้ต่องผ่านมาตรฐานหลายอย่างมาก
ตัวเทรนเนอร์เองก็ต้องมีใบอนุญาตร้อยแปด (แล้วต้องไปอบรมที่ไหนถึงได้ใบมาน่ะเหรอ
เหอๆ คิดได้ไม่ยากหรอก) ตัวกฎระเบียบของญี่ปุ่นสารพัดสารเพมักถูกเขียนขึ้นอย่างคลุมเครือ
การจะตีความและปฏิบัติให้ถูกต้อง ทำได้โดยการเข้าหากระทรวง
และรับฟังคำอธิบายบนโต้ะอาหารในภัตตาคารหรู ที่แน่นอน บริษัทเป็นผู้จ่ายมื้อนั้นๆ
เผลอๆอาจตีความให้เอื้อประโยชน์กับบริษัทแบบพิเศษ จีรศักดิ์เองรู้เรื่องนี้ดี
เพราะเคยศึกษาเรื่องกฎระเบียบควบคุมห้างค้าปลีกขนาดใหญ่
ของกระทรวงเศรษฐกิจและการค้า (METI) เห็นชัดได้เลยว่า
กฎหมายเขียนขึ้นอย่างกว้างๆ เปิดโอกาสให้ตีความเป็นอย่างไรก็ได้
รายละเอียดก็แทบไม่มี อ่านแล้วออกจะไปในเชิงพกเพ้อละเมอฝัน
มากกว่าจะเป็นเอกสารด้านกฎหมาย ชวนเก๊กซิมปวดหัวมากๆ
ที่เก็กซิมกว่าคือห้างต่างชาติที่จะเข้าไปเปิดในญี่ปุ่นต่างหาก
เพราะไม่รู้จะเอายังไงกับกฎระเบียบเทวดาประดิษฐ์เหล่านี้
ด้วยเหตุนี้ กฎหมายนี้จึงเอื้อประโยชน์ให้กับผู้อยู่ก่อน (incumbent) อย่างเต็มที่
นั่นคือห้างญี่ปุ่นที่ยึดหัวหาดทำเลสำคัญไปหมดแล้วนั่นเอง คงตีความกันออกนะว่า
นอกจากห้างญี่ปุ่นแล้ว ใครอีกที่รับทรัพย์ไปเต็มๆ…
จริงๆจีรศักดิ์มีประสบการณ์ตรงด้วยแหละ (ไม่ใช่ประสบการณ์แบบนั้นนะจ๊ะ)
แต่เล่าแล้วอาจจะไม่เป็นผลดีต่อหน้าที่การงานและความสัมพันธ์กับประเทศญี่ปุ่น
ที่จีรศักดิ์หวังจะพึ่งพิงในฐานะเป็นแหล่งทุน จึงขออุบไว้สนทนาในหมู่เพื่อนๆกันนะจ๊ะ

ปัจจัยอีกประการที่รั้งการพัฒนาคือโรคตอแหลเป็นนิจศีลของญี่ปุ่น
ดังที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ จากคำว่า  tatemae ซึ่งหมายความถึงการปกปิดของจริง
แต่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์และการแสดงออกภายนอก "façade"
(ซึ่งอาจจะไม่ใช่ของจริง หรือออกมาจากใจจริง)   สำหรับสังคมญี่ปุ่น
ถ้าการตอแหลนั้นๆส่งผลดีต่อความสงบของสังคมโดยรวม
และเป็นการรักษาหน้าตาและชื่อเสียง ดังนั้นการตอแหลถือเป็นสิ่งดี
สิ่งๆร้ายๆในญี่ปุ่นจะถูกกลบฝังดิน ประชาชนไม่มีโอกาสได้รับรู้
ตั้งแต่ความรุนแรงของอุบัติเหตุในโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
ไปจนถึงการปกปิดหนี้เน่าของธนาคารทั้งหลาย

การไม่ยอมรับความจริงในเรื่องหนี้สินจำนวนมหาศาลส่งผลให้การเดินหน้าแก้ไข
ปัญหาเศรษฐกิจแทบจะทำไม่ได้ ปัจจุบันเศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงยังคงดิ่งเหวต่อไป
(แม้จะส่งสัญาณฟื้นตัวในช่วงสั้นๆ)   บางกระทรวง หากนักข่าวไหนเสนอข่าวออกนอกลู่
นอกทาง นักข่าวเจ้านั้นก็จะถูกระเห็จออกจากงานแถลงข่าว (kishakaiken)
และไม่มีวันเข้าถึงข้อมูลอีกเลยจวบจนชั่วกัลปวสาน วัฒนธรรมตอแหลนิยมยังสามารถ
เห็นได้จากรายการทีวีญี่ปุ่นชอบออกมาในแนวถ่ายชีวิตผู้คนให้ดูเหมือนกับว่า
มันเกิดขึ้นจริงณบัดนั้น ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันเป็นแค่การแสดง สำนักข่าวของญี่ปุ่นบางเจ้า
ถึงกับขนาดจ้างคนมาสวมบทผู้หญิงขายตัวแล้วออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

การไม่ยอมปรับเปลี่ยน ยึดถือแต่ระบบเดิมๆที่ตัวเองเคยได้ประโยชน์
เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะรั้งญี่ปุ่นไว้ มาตรฐานที่กระทรวงออกหลายชิ้น
เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง และรั้งโลกให้อยู่กับที่
มากกว่าจะสร้างประโยชน์และผลักดันการพัฒนา
อย่างเช่นมาตรฐานโทรคมนาคมที่ปล่อยให้อเมริกาและตะวันตกที่โปร่งใสกว่า
ขึ้นเป็นผู้นำมาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและคมนาคมสมัยใหม่
ที่เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นเป็นได้แค่ผู้ตาม (ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์)
ได้แต่จับของที่เค้าคิดแล้วมาดัดแปลงให้อลังการกว่า แต่ไม่ได้ได้คิดเอง
คืองานถนัดของญี่ปุนแต่ไหนแต่ไร แต่พฤติกรรมแบบนี้จะพาญี่ปุ่นไปได้แค่ไหนในอนาคต
เป็นสิ่งที่น่าคิด

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เชื่อมโยงกับชื่อเรื่องของหนังสือ (เออ พึ่งจะเฉลย) ว่า
หมา เปรียบได้กับ โครงการระยะยาวที่สร้างประโยชน์อย่างแท้จริงให้กับสังคม
ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะทำได้
ไม่เหมือนกับโครงการอภิมหาก่อสร้างทั้งหลาย ซึ่งเทียบได้กับ อสูร
ทำได้ง่าย รับทรัพย์ไว แบ่งเนื้อกันได้ทั่วถึง

ความไม่โปรงใสของระบบราชการ (bureaucracy) และกลไกคอรับชั่นอย่างเป็นระบบ
ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ไร้หัวไร้หาง และไม่มีใครหยุดได้ กอปรกับความยึดมั่น
ในของเดิมๆระบบเดิมๆที่ตัวเองทำแล้วปลอดภัยได้ประโยชน์นี้ จะแช่แข็งการเติบโตของญี่ปุ่น
และรั้งญี่ปุ่นให้เป็นผู้เล่นที่วิ่งหลังสุดได้โดยไม่ยาก

อ่านแล้ว คิดถึงเกาหลีเหมือนกัน ในฐานะผู้ที่ชอบที่ชอบแอบเลียนแบบญี่ปุ่น
ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือไม่ดี…

ว่าไปแล้ว อะไรหลายอย่างในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึง ในระบบราชการไทยก็ใช่ว่าจะไม่มี
อย่างเช่น พอเดือนกันยายนที สารพัดหน่วยงานก็วิ่งเต้นใช้เงินงบประมาณให้หมดให้ได้
โดยไม่คิดว่าจะสร้างประโยชน์หรือไม่ คิดอย่างเดียวว่า ถ้าใช้งบปีนี้ไม่หมด
ก็จะถูกครหาว่าทำไมของบไปหรือได้งบมาเยอะแต่ไม่ใช้ วันหลังก็ควรจะได้งบน้อยลง…

อ่านแล้ว.. ชวนให้รู้สึกว่า โลกเราน่าอยู่น้อยลง…
หากไม่อยากอ่านอะไรแล้วบั่นทอนสุขภาพจิต ไม่ควรอ่านนะจ๊ะ
เด็ก และสตรีมีครรภ์ ยิ่งต้องระวัง…

คราวหน้าว่ากันต่อ กับหนังสือฝรั่งอีกเล่ม
เทอมนี้อ่านหนังสือภาษาปะกิตจนภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น
(และภาษาไทยด้วย) เข้าหม้อไปหมดแล้ว กรี๊ดดดดด

2 Comments (+add yours?)

  1. toton
    May 06, 2009 @ 11:30:29

    เค้าเรียกว่าฝุ่นใต้พรม เมื่อใดไม่เลิกขึ้นมาดู ผู้คนก็มักจะนึกว่า ช่างสวย สะอาดเสียนี่กระไร

    Reply

  2. OyA
    May 29, 2009 @ 16:46:02

    นี่ล่ะญี่ปุ่น….แอบสะจายอ่ะ

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: